22 เมษายน 2556

ไหนว่าจะไม่รับเย็บม่านไงล่ะ

เมื่อเดือนก่อน  เย็บผ้าม่านที่เพื่อนสั่งทำเสร็จและส่งไปแล้วไปหนึ่งชุด  เดือนนี้กำลังจะเสร็จอีกหนึ่งชุด...ครบโปรเจคท์ ^ ^

ที่จริงแล้ว ผ้าม่านไม่ใช่สิ่งที่เราชอบทำเลยนะ (ไม่ชอบทำงานชิ้นใหญ่ๆ) แต่งานผ้าม่านปีที่แล้วเป็นของเพื่อนรัก  งานคราวนี้ก็เป็นงานของเพื่อนอีกคน (แถมเป็นลูกค้าเก่างานกระเป่าด้วย)  เป็นงานผ้าม่านที่พ่วงการคิดแบบให้ไปด้วย

ถ้าใครอยากมีผ้าม่านแบบที่ไม่เหมือนตามที่ขายในท้องตลาด  ถ้ามันไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก  เราสามารถจ้างคุณป้าที่ตั้งจักรรับเย็บผ้าในตลาดได้นะคะ  แต่ไม่ควรเป็นแบบที่ยุ่งยาก และเราต้องอธิบายแบบได้ชัดเจน


ส่วนงานที่เราทำ...ทำไป แก้ไป เล่าไว้ ที่นี่ ค่ะ ^ ^

เจ้านี่เป็นงานม่านที่ส่งไปแล้ว  ในรูปอาจจะไม่ค่อยเห็น มันเป็นม่านสองชั้น มีลูกไม้ซ้อนอยู่อีกผืน

วันนี้ปล้ำกับชุดนี้อีกรอบ  เย็บผ้าตอนอากาศร้อนอ้าวนี่มันร้อน ร้อน ร้อน จริงๆเลย >.<


19 เมษายน 2556

สี Oil Pastel แสนรักและการตระหนักรู้ของฉัน

หลังจากตั้งมั่นอีกครั้งกับสี Oil Pastel    ฉันก็ค้นหาข้อมูลดูจากเว็บไซต์ว่า เอ๊ะ เจ้าสี Oil Pastel นี่ใช้ได้กี่วิธีบ้าง  เปิดดูเว็บนั้นนิด เว็บนี้หน่อยให้เข้าใจพื้นฐานธรรมชาติของสี

แต่การอ่านอย่างเดียวก็ไม่ช่วยให้เราวาดรูปได้ดีขึ้นมา ...ลงมือเลยดีกว่า

สิ่งที่ฉันชอบที่สุดในการทำนู่นทำนี่ คือการที่เรารู้สึก "ตระหนักถึงความสำคัญ" ของบางอย่าง หรือบางขั้นตอนว่า เฮ้ย นี่ละๆ มันต้องมีไอ้นี่หรือมันต้องทำแบบนี้  มันถึงจะได้อย่างนั้น  (งงไหมคะ :P)  ยกตัวอย่างเช่น  ถึงแม้ฉันจะลงมือทำอาหารทำขนมมาหลายครั้ง รวมทั้งรู้อยู่แล้วว่าเกลือเป็นเครื่องปรุงรสที่สำคัญมาก สำคัญจนสมัยก่อนที่เราไม่ได้ผลิตเกลือเป็นอุตสาหกรรมแบบนี้...เกลือมีราคาสูงและเป็นของมีค่าไว้แลกเปลี่ยนสินค้าดีๆได้  

การรู้ไม่เหมือนกับการตระหนักแนบแน่นกับใจเราถึงความสำคัญของมัน  ...ฉันเพิ่งตระหนักว่าเกลือมันช่างแสนชูรสอาหารจริงๆก็เมื่อสัปดาห์ก่อนตอนต้มซุปไก่ (ที่เคยทำมาเป็นสิบครั้ง) นี่ล่ะ

มันเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์สำหรับฉัน...เหมือนที่ฉันเพิ่งตระหนักถึงความนุ่มนวลของสี Oil Pastel เมื่อสองวันก่อน

เล่ามาแบบนี้ก็ไม่ได้วาดเก่งอะไรขึ้นมาเหมือนเสกคาถาหรอกค่ะ  แต่พอรู้แล้วก็รู้สึกสนุกแบบคูณสองกับการลงสีนี้  รวมทั้งตกหลุมรักสี Oil Pastel ไปแล้วล่ะสิ :)

รูปนี้เป็นรูปแรกที่ลองเล่นกับสี Oil pastel หลังจากเล่าไปในบล็อกก่อน

อีกวันก็ลองวาดรูปนี้  ชอบก้อนสีที่มันหนืดปาดกันมาก  ให้ความรู้สึกคล้ายสีน้ำมันที่ชอบอยู่แล้ว

วาดรูปนี้เมื่อคืน  สนุกมาก และรู้สึกกับการระบายสีรูปนี้จนน้ำตาจะไหล    มันมีก้อนจุกในอกเลยล่ะ แต่ไม่ได้จุกแล้วจ๋อย  แต่เป็นจุกอกแบบที่วาดเสร็จก็หาย  



พอวาดภาพที่สามเสร็จ...ในตอนแรก ฉันก็รู้สึกว่า เฮ้ย เรามาทางนี้มันใช่ ดีจัง ชอบจัง...แล้วสักพัก  พอใจมันนิ่งขึ้น  ฉันก็วาง "ดีจัง ชอบจัง" ลงได้    

เรายังต้องฝึกอีกเยอะ  ยังเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนานไปตลอดชีวิตอย่าเพิ่งไปติดกับดัก "ดีจัง ชอบจัง" กับงานตัวเองนานเลย  โลกนี้มีงานสวยๆ ทั้งของมืออาชีพ ของมือสมัครเล่นอีกมากให้เราได้ชื่นชมชื่นชอบ และเรียนรู้จากพวกเขา

สู้ต่อไป เรียนรู้ต่อไปนะ ยัยเอมโม่ ^___^


11 เมษายน 2556

เรียนรู้...แบบเดินอ้อมๆ

-ฉันเห็นนกบินอยู่บนฟ้าท่ามกลางดวงดาว-




การหัดวาดเขียนด้วยตัวเอง  บางครั้งก็ทำให้เราซึ่งเป็นคนอยากทำอะไรก็ลองทำเลย ไม่ศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อน...ขาดทักษะในการวาด การลงสีไปเยอะ  

นิสัยไม่ดีบางอย่างของตัวเอง  ถึงรู้ตัวแต่ก็ไม่ใช่จะเลิก/ดัดนิสัยตนเองง่ายๆ   ดังนั้น มันเป็นธรรมดาที่ต้องเดินอ้อมไปบ้าง  อย่างเช่น คิดจะใช้สี Oil Pastel แต่ไม่ศึกษาก่อน (ซึ่งก็มีความรู้ในเว็บไซต์ต่างๆให้ค้นหา)   เราเลยใช้สีนี้ไปแบบที่ใช้ตอนเด็กๆ คือถูๆๆ เอาความเข้มข้นของสีอย่างที่เราชอบเข้าว่า  ทั้งที่จริงๆ  สี Oil Pastel สร้างสรรค์ได้อีกเยอะ

พอเราเดินอ้อมไปกับรูปนี้แล้วก็ชักจะคิดได้ว่า เฮ้ย ศึกษาแนวทางของสีต่างๆก่อนดีมั้ย...พอลงมือค้นในอินเตอร์เน็ตก็ชักนึกสนุกและตั้งใจว่าฉันจะลงมือเล่นสนุกกับสีนีี้ล่ะนะ

หมายมั่นปั้นมือไว้กับหลายอย่างเลย ทั้งดินสอ ปากกาคอแร้ง ปากกาหัวพู่กัน สีน้ำ สีกวอช สีน้ำมัน...แล้วตามด้วยสี Oil Pastel    ชีวิตนี้เรียนรู้ได้ไม่หมดแน่ๆ  (นี่ยังไม่รวมเรื่องทำขนม ทำอาหาร เย็บผ้า ถ่ายรูปและกิจกรรมอื่นๆอีกนะ!)   

9 เมษายน 2556

เสียงตะโกนที่แสนเงียบ

ข้อดีของการลงมือวาดรูป (หรือขุดดินทำสวน หรือปักผ้า หรือตีเทนนิส แล้วแต่วิธีของแต่ละคน)  คือในเวลาที่ลงมือทำนั้น  เราสามารถตะโกนร้องเสียงดังออกมาอย่างเงียบๆได้







15 มีนาคม 2556

เสียงของหัว (ใจ)

ตั้งแต่เริ่มฝึกหัดวาดภาพมาปีกว่าๆ  เริ่มจะรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการวาดภาพ (รวมทั้งงานด้านอื่นๆ) ขึ้นมามาก

ครั้งแรก คือเมื่อสามสี่เดือนก่อนที่อยู่ๆขณะที่วาดรูป ในหัวของฉันเหมือนมีเสียงคลิ้กเบาๆ  แบบเดียวกับเสียงของชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่วางลงไปได้พอดีดังขึ้น

เป็น "คลิ้ก" ที่ทำให้ตกใจนิดหน่อย  เพราะอยู่ๆก็รู้สึกเหมือนพระเจ้ามอบพรวิเศษให้วาดรูปได้อย่างใจขึ้นแบบกระทันหัน  พรวิเศษนี้ต้องแลกกับอะไรหรือเปล่านะ ...ฉันแอบคิดเงียบๆในใจ   และแล้ว...เมื่อนิ้วมือทั้งสิบของฉันเริ่มเจ็บ  ...คำถามนี้ก็วนเวียนมาอีกรอบ  เอ...นี่เราต้องแลกนิ้วกับพรวิเศษใช่ไหม

เสียง "คลิ้ก" ครั้งที่สองเกิดขึ้นวันนี้ขณะที่วาดรูปเด็กหน้าตาแป้นแล๊นในรูปข้างล่างนี่ 

คนอื่นๆอาจจะรู้สึกว่าทำไมฉันจึงรู้สึกคลิ้กกับรูปที่วาดเร็วๆ ลายเส้นเรียบง่ายเหมือนวาดเล่นแบบนี้

และอีกหลายๆคนที่ฝึกฝนวาดรูป และวาดรูปมานานก็อาจจะเข้าใจและคิดเหมือนที่ฉันคิดว่าเราต้องผ่านการวาด วาดและวาดมามากมายจนสามารถวาดเส้นสบายๆแบบนี้ได้

พอมาคิดดู  เสียง"คลิ้ก" ครั้งแรกนั่น   มันก็ใช่... มันเป็นการที่ฉันต้องแลกนิ้วมือทั้งสิบไปกับการวาดรูปที่ได้ดั่งใจมากขึ้น  มันเป็นนิ้วที่เลือกแล้วว่าจะลงมือทำอะไร...เป็นนิ้วที่ลงมือฝึกฝน ...มันจึงเจ็บ

เสียง "คลิ้ก" ครั้งที่สองมาแบบเฉียบพลัน แต่ไม่สร้างความหวาดกลัวเหมือนครั้งแรก

ฉันรู้สึกว่า "คลิ้ก" ครั้งที่สองเป็นของแถม  เป็นเสียงคลิ้กที่เหมือนจะบอกว่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นตามมา  ขอให้มีความสุขกับการวาดภาพและฝึกฝนต่อไป  เพราะคนที่มีความสุขที่สุดและมีความสุขได้แทบทุกวันจากภาพวาดเหล่านี้  เท่าๆที่ฉันรู้...คือตัวฉันเองนี่ล่ะ :)



10 มีนาคม 2556

เพื่อนยามค่ำคืน

ที่บ้าน...บนต้นโมกสูงประมาณสองเมตร กิ่งบางๆของมันมีนกสองตัว (ไม่รู้ว่ากระจิบ กระจอกหรือนกอะไร ดูไม่ออก) มายืนหลับคู่กันอยู่สองคืนแล้ว

ตอนแรก ฉันก็ค่อนขอดมันในใจว่า "โง่จัง มาเกาะกิ่งเตี้ยๆแบบนี้จะปลอดภัยได้ยังไง" แต่นึกไปนึกมา เฮ้ย มันฉลาดนี่หว่า นอนหลับบนกิ่งบางๆที่สัตว์อื่นเกาะไม่ได้ และกิ่งก็สูงเหนือระยะกระโดดของแม
   เหนือระยะที่คนจะเอื้อมมือถึงไปหน่อยๆ พอให้รู้ตัวทันว่ามีอันตรายเข้ามาใกล้แล้วบินหนีไปได้ทัน 

กิจกรรมของบ้านนี้ยามดึกเลยเป็นการลุ้นว่าคืนต่อๆไป  เจ้านกคู่นี้จะยังมานอนหลับที่เดิมอีกมั้ย :)



8 มีนาคม 2556

เจ้าหนอนเขียว




วันมาฆบูชาที่ผ่านมา  ฉันคิดไปเองว่าฟ้าส่งโอกาสมาให้ทำดีเมื่อขึ้นไปนั่งบนรถเมล์แล้วเจอเจ้าหนอนเขียวตัวจ้อยเกาะบนแขน

เจ้าหนอนคงตกลงมาจากต้นไม้ใหญ่ที่ฉันหยุดยืน แหงนหน้ามองอยู่พักใหญ่ระหว่างทางเดินไปป้ายรถเมล์

แว่บแรก ฉันปัดเจ้าหนอนตกลงไปจากแขน  แต่พอนึกว่าหนอนที่คลานบนแผ่นเหล็กร้อนๆข้างขอบหน้าต่างรถเมล์จะรอดมั้ยถ้าค้างติดอยู่บนนี้  ฉันเลยหยิบกระดาษทิชชู่ยับยู่ยี่จากเป้ขึ้นมา  จับเจ้าหนอนใส่ลงไปในห่อกระดาษ  พับกระดาษคลุมหนอนแล้วกำมือไว้หลวมๆพอไม่ให้เจ้าหนอนหลุดออกไปโดยหมายมั่นในใจว่าจะเอาหนอนไปปล่อยไว้ตรงต้นไม้หน้าบ้านใหญ่ที่มีต้นไม้ร่มครึ้มข้างห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ

รถเมล์จอดเทียบป้ายที่หน้าห้าง  ฉันพึมพำขอโทษเจ้าหนอนว่าฉันขี้เกียจฝ่าดงแดดเดินย้อนกลับไปที่บ้านนั้นแล้วล่ะ  ขออนุญาตปล่อยเธอไว้ที่พุ่มไม้สวยๆหน้าห้างนะ  อาจไม่ใช่ป่ากลางเมืองแบบบ้านหลังนั้น แต่ก็ดูร่มรื่นปลอดภัย

ฉันคิดไปเองว่าเจ้าหนอนพยักหน้าหงึกหงักยอมรับเพราะพอฉันยื่นมือเข้าไปใต้ต้นไม้แล้วคลี่ห่อกระดาษออก เจ้าหนอนก็ดูสุขสบายดีบนใบเขียวๆของต้นไม้พุ่มกลางๆหน้าห้าง

ผ่านมาหลายวันแล้ว  ป่านนี้คงกลายร่างเป็นผีเสื้อไปแล้วมั้ง